เมืองโบราณ

posted on 04 Jan 2009 00:05 by aoynaja in Local

ไปเทียวเมืองโบราณเมื่อสิ้นปีที่แล้ว (ฟังดูนาน แต่จริงๆเพิ่งไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง ฮ่าๆ)

เป็นครั้งที่ 2 ในชีวิตที่มาเมืองโบราณ

ครั้งแรกที่มาก็โน่นเลย อายุ 5 ขวบได้มั๊ง คือว่าเด็กมากๆ

คราวนี้มา เพราะได้บัตรเข้าฟรี จากวิริยะประกันภัย ตอนที่ต่ออายุประกันรถ

ทริปนี้ก็มีแม่ เรา พี่สาว กับหลาน รวม 4 คน พอดีโควต้าตามบัตรฟรี

ค่าบัตรปกติ ผู้ใหญ่คนละ 150 บาท เด็ก 75 บาท แล้วก็ค่านำรถเข้าไปอีกคันละ 100 บาท เป็นอันว่าคราวนี้ประหยัดไปได้ 625 บาท

ข้อมูลคร่าวๆเกี่ยวกับเมืองโบราณ จากวิกิพีเดีย ตามนี้ค่ะ

เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2506 โดยนายประไพ วิริยะพันธุ์ นักธุรกิจเจ้าของบริษัทวิริยะประกันภัย เป็นสถานที่รวบรวมวัฒนธรรม ของไทย อาทิ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515

เมืองโบราณตั้งอยู่ในเขตตำบลบางปูใหม่ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 33 ถนนสุขุมวิท (สายเก่า) ห่างจากตัวจังหวัด 8 กิโลเมตร มีพื้นที่ 800 ไร่ ลักษณะที่ดินมีผังบริเวณคล้ายรูปขวาน เหมือนกับอาณาเขตของประเทศไทย ภายในจะมีโบราณสถาน ปูชนียสถาน วัดโบราณ พระราชวัง ต่างๆ เป็นต้น และยังมี ส่วนรังสรรค์เป็นสถานที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของไทย มีไว้จัดแสดงที่นี่ด้วย

ส่วน website ของเมืองโบราณอย่างเป็นทางการก็คือ http://www.ancientcity.com

เอาล่ะ เราเข้าเมืองโบราณกันเลยดีกว่า

จุดแรกที่ไปคือที่นี่ค่ะ

เรื่องราวเกี่ยวกับศาลาพระอรหันต์ จาก website ของเมืองโบราณ ตามนี้ค่ะ (บอกกันนิดนึง เพื่อให้การท่องเที่ยวสนุกยิ่งขึ้น เราควรรู้อะไรเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นสักหน่อย เลยไปหาข้อมูลมาประกอบรูปค่ะ ถ้าเห็นข้อความไฮไลท์ด้วยสีฟ้า นั่นคือข้อมูลที่คัดลอกมาจาก website เมืองโบราณนะคะ ก็ขออ้างอิงที่มาของข้อมูลนิดนึง เดี๋ยวใครจะนึกว่าเขียนเอง โฮ่ๆ) 

ศาลาพระอรหันต์ 

พุทธศาสนามหายาน เป็นศาสนาสำหรับชนหมู่มาก ที่มีความเข้าใจในเรื่องคุณธรรมและจิตวิญญาณที่ต่างระดับกัน การสั่งสอนและอบรมทางพระศาสนา จึงต้องใช้กุศโลบายให้เหมาะสมตามยุคสมัย

การสร้างเรื่องพระอรหันต์ นับเป็นอุบายที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพื่อชี้ให้เห็นว่า ผู้คนที่มีความหลากหลายในชาติกำเนิด และที่ประพฤติคุณธรรมที่แตกต่างกันนั้น ก็สามารถบรรลุความเป็นอรหันต์และพระนิพพานได้เช่นเดียวกัน

ข้างใน มีรูปปั้นพระอยู่มากมาย

 มีให้ใส่บาตรรูปปั้นพระด้วยนะ ที่เห็นคือใส่บาตรด้วยดอกไม้ (พลาสติก)

อีกมุมของศาลา

ออกจากศาลาแล้ว ก็ขับรถต่อไป ก็จะเห็นรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม

ใกล้กัน จะเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปางแสดงปาฎิหาริย์

ฝั่งตรงข้ามจะเป็นขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค

มาเที่ยวเมืองโบราณ ถ้าไม่ได้ขับรถเอง เค้ามีรถรางนำเที่ยว เสียค่าตั๋วคนละ 80 บาทค่ะ

บริเวณที่เราผ่านมานั้น เป็นส่วนที่เรียกว่า "ส่วนออกแบบสร้างสรรค์" ต่อไปเราจะไปส่วนภาคเหนือ ซึ่งมีทั้งส่วนที่จำลองจากต้นแบบ และรื้อถอนมาปลูกสร้าง

ที่แรกคือเจดีย์เจ็ดยอด เชียงใหม่ ที่นี่จำลองจากต้นแบบค่ะ

เจดีย์เจ็ดยอด อยู่ที่วัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจ็ดยอด) อ. เมือง จ. เชียงใหม่ องค์เจดีย์ก่อเป็นคูหารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ในคูหาประดิษฐานพระพุทธรูป ที่ผนังซ้ายขวา มีช่องบันไดขึ้นสู่หลังคาได้ บนหลังคามียอดเป็นเจดีย์ห้าองค์แบบพุทธคยา องค์ใหญ่เป็นประธานอยู่กลาง มีเจดีย์ทรงกลม ก่อด้วยศิลาแลงขนาดย่อม อีกสององค์ที่ฐานเหลี่ยมมีลายปูนปั้นรูปเทพนม นับเป็นศิลปะเชียงใหม่ที่งดงามแห่งหนึ่ง

ตามประวัติกล่าวว่าสร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราช เพื่อเป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๘ ของโลก โดยพระองค์ให้หมื่นด้ามพร้าคด จำลองแบบมาจากเจดีย์พุทธคยาที่อินเดีย เมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘ จุดเด่นของเจดีย์เจ็ดยอด อยู่ที่ลวดลายปูนปั้นองค์เทวดาที่มีขนาดใหญ่กว่าคนจริง และลักษณะเครื่องทรงที่ไม่ซ้ำแบบกันในแต่ละองค์ แสดงถึงลักษณะงานศิลปะล้านนายุคทอง

ไปต่อค่ะ ที่เจดีย์จามเทวี ลำพูน

เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เจดีย์เหลี่ยมวัดกู่กุดสร้างในสมัยหริภุญชัย เป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมซ้อนกันห้าชั้น มีพระพุทธรูปยืนประดิษฐานอยู่ในซุ้มทุกชั้น ชั้นละ ๑๒ องค์ พระพุทธรูปเป็นแบบผสมศิลปะทวารวดีและอู่ทอง อายุราวพุทธศตวรรษที่๑๔

ตามตำนานกล่าวว่า พระฤาษีได้สร้างเมืองหริภุญชัย แล้วส่งคนไปเชิญพระนางจามเทวี ธิดากษัตริย์ละโว้ ขึ้นมาครองเมืองเป็นการสืบสายวงศ์กษัตริย์โบราณไว้ พระนางจามเทวีเสด็จขึ้นมาเมื่อพ.ศ.๑๒๐๔ ครองราชย์อยู่นาน ๕๔ ปี

วิหารวัดเชียงของ เชียงราย ตามแผนที่เค้าบอกว่านี่เป็นส่วนรื้อถอนมาปลูกสร้าง ถ้าอย่างนั้นก็ของจริงน่ะสิ  

วัดไทยทางเหนือแต่โบราณ ให้ความสำคัญแก่วิหารมากกว่าโบสถ์ เพราะวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน ผู้คนมาทำบุญกราบไหว้และประกอบพิธีกรรมได้ทุกเวลา ต่างกับโบสถ์ ที่เป็นที่ทำสังฆกรรมของสงฆ์ซึ่งมีจำนวนไม่มาก มักสร้างเป็นอาคารขนาดเล็ก หรือไม่ก็สร้างเป็นเรือนไม้อยู่กลางสระน้ำ อาศัยน้ำเป็นพัทธสีมาจึงเรียกว่า โบสถ์น้ำ

วิหารหลังนี้ เมืองโบราณได้ขอผาติกรรมมาจากวัดเชียงของ อ. เชียงของ จ. เชียงราย เป็นอาคารเครื่องไม้เก่าแก่ของท้องถิ่น ลักษณะเป็นอาคารโถงขนาดใหญ่ สร้างขึ้นด้วยวิธีการง่ายๆ แต่ชาญฉลาด โดยการใช้คานไม้ล้อมเสาวิหารทุกต้นไว้ด้วยกันในตอนบน ทำให้อาคารตั้งอยู่อย่างปลอดภัย แม้ว่าโคนเสาเบื้องล่างจะขาดคอดิน เนื่องจากการผุกร่อนก็ตาม หลังคามุงด้วยกระเบื้องไม้ ก็ใช้ขอไม้เกี่ยวกับไม้ระแนงที่ทำจากต้นหมาก โดยไม่ต้องใช้ตะปูหรือโลหะยึด

พระพุทธรูปในวิหารวัดเชียงของ

ป้ายนี้มีรายรอบวิหาร เป็นการบอกพระธาตุประจำปีเกิด

ไปกันต่อที่วัดจองคำ ลำปาง

ตามประเพณีของคนไทใหญ่หรือเงี้ยวในภาคเหนือ วัดสำคัญของบ้านเมืองมักชื่อว่า วัดจองคำ พบแทบทุกจังหวัดในภาคเหนือ ลักษณะเด่นของวัดไทใหญ่ คือเขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาส เชื่อมต่อกันในอาคารหลังเดียวกัน ไม่ได้แยกส่วนกันเช่นในวัดไทยภาคกลาง

วัดจองคำแห่งนี้ เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ เมืองโบราณได้ขอผาติกรรมมาจากวัดจองคำที่ อ. งาว จ. ลำปาง ซึ่งรื้อถอนมาโดยเก็บรายละเอียดของส่วนต่างๆ อย่างดีที่สุด อาคารมีลักษณะพิเศษคือสร้างด้วยไม้สัก โดยวิหาร ศาลา และกุฏิ รวมอยู่ในชุดเดียวกัน หลังคาเป็นชั้นๆ ซ้อนเป็นทรงสูง งานสลักไม้แสดงความองอาจในฝีมือช่างไทยภาคเหนือเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการซ้อนหลังคา และการจัดจังหวะช่องไฟของลวดลายตกแต่ง ก็มีความวิจิตรงดงามอย่างลงตัว

พระพุทธรูปในวัด

ใบพัดโบราณ

 

ลายฉลุเหนือบานหน้าต่าง

มุมหนึ่งของวัด มองออกไปนอกหน้าต่าง จะเห็นวิวนี้

คลองนี้เป็นที่ตั้งของเรือไทยโบราณ (จำลอง) แต่แม่ค้าพายเรือนี่ ของจริงค่ะ ดูเป็นวิถีไทยสมัยก่อนจริงๆเลย

ป้ายบอกรายละเอียดเกี่ยวกับเรือไทยต่างๆ

เดินมาเยอะละ หิวน้ำ หาเครื่องดื่มโบราณกินดีกว่า ไม่ใช่อะไร ก็ชานมเย็นนั่นเอง 555 เค้ามีให้ซื้อแก้วดินเผาใส่น้ำดื่มด้วยนะ น่ารักดีแต่ขี้เกียจถือ เลยไม่เอาดีกว่า

ระหว่างนั่งพัก มองออกไปก็เห็นวิวนี้

ที่นี่คือที่ไหนน๊า ดูแผนที่ อ๋อ วัดมหาธาตุ สุโขทัย ส่วนนี้เป็นส่วนจำลองจากต้นแบบค่ะ

ที่เห็นในรูปบนนี้ ด้านซ้ายมือคือพระมหาธาตุเจดีย์ สุโขทัย

พระมหาธาตุเจดีย์ สุโขทัย อยู่ในวัดมหาธาตุติดวิหารหลวง องค์พระมหาธาตุเจดีย์ก่อด้วยศิลาแลงและอิฐ มีรูปพระสาวกปูนปั้นเดินประนมมือประดับอยู่โดยรอบ ยอดนั้นเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์หรือทรงดอกบัวตูม ที่ฐานบัวตูมมีซุ้มพระทั้งสี่ทิศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืนสามด้าน

เมืองโบราณ สร้างพระมหาธาตุเจดีย์ โดยย่อจากของจริงมาเป็นสามในสี่ส่วน

หายเหนื่อยแล้ว เดินต่อไป ผ่าน"หอคำ ลำปาง"

หอคำ เป็นภาษาเหนือ แปลว่าหอทองคำหรือปราสาททอง เป็นที่อยู่ของเจ้าผู้ครองนครลำปาง สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ลักษณะเป็นเรือนไม้เครื่องสับของภาคเหนือ ใต้ถุนสูง ของจริงนั้นได้ถูกรื้อลงเมื่อประมาณ ๓๐-๔๐ ปี มาแล้ว

เมืองโบราณ ได้สร้างหอคำโดยอาศัยลักษณะที่ปรากฏในรูปถ่าย ใช้ไม้ใหญ่ตามลักษณะจริงที่ได้รับการบอกเล่าของผู้ที่เชื่อถือได้

แล้วเราก็เดินผ่านสวนพระลอ แพร่

สวนพระลอในเมืองโบราณ ประกอบด้วยกลุ่มประติมากรรมปูนปั้น รูปพระลอ พระเพื่อน พระแพง ตามเรื่องลิลิตพระลอวรรณคดีสมัยอยุธยา ที่นำมาจากนิทานในท้องถิ่นเมืองแพร่

เนื้อเรื่องมีว่า พระลอราช กษัตริย์แห่งเมืองสรวง เป็นโอรสของท้าวแมนสรวงกับนางบุญเหลือ สมัยท้าวแมนสรวงครองราชย์อยู่นั้น ได้เกิดศึกสงครามกับเมืองสรอง ท้าวพิมพิสาครแห่งเมืองสรองถูกฟันขาดคอช้าง นับแต่นั้นมาสองเมืองนี้ก็เป็นอริกัน ท้าวพิชัยพิษณุกรผู้ครองเมืองสรองต่อมา ทรงมีพระธิดาผู้มีสิริโฉมงดงามสองพระองค์ คือ พระเพื่อนและพระแพง ส่วนพระลอแห่งเมืองสรวงนั้น ทรงมีความงามร่ำลือไปทั่ว ทำให้พระธิดาทั้งสองใคร่จะพบเห็น จึงให้พระพี่เลี้ยง คือนางรื่นและนางโรย ไปหานักซอมาขับกล่อม ยอโฉมพระเพื่อนพระแพงให้พระลอฟังจนพระลออยากพบ ประกอบกับพระลอโดนเสน่ห์ที่ปู่เจ้าสมิงพราย เสกหมากบินไปทำเสน่ห์ และเสกไก่แก้วไปล่อพระลอมาจนถึงเมืองสรอง กระทั่งพระลอลอบได้เสียกับพระเพื่อน พระแพง ฝ่ายมารดาเลี้ยงของท้าวพิชัยพิษณุกรยังอาฆาตกษัตริย์เมืองสรวง จึงสั่งให้ทหารล้อมวังแล้วแผลงศร ฆ่าพระลอกับพระเพื่อน พระแพง โดยที่ทั้งสามพระองค์ยืนพิงกันหันหน้าสู้ศัตรูจนตัวตาย

เดินผ่านสวนแล้วเราเดินต่อไปอุทยานเทวโลก เพื่อจะมาชมงาน "เมื่อดอกไม้บาน..ณ อุทยานเทวโลก" ซึ่งมีจัดเฉพาะช่วง 31/12/08-4/1/09 นี้เท่านั้น

ศาลารูปทรงแปลกตา ส่วนยอดคล้ายทัชมาฮาล เข้าไปดูดีกว่า

ในศาลา เพดานมีศิลปะเช่นนี้

เดินต่อไป จะพบมณฑปพระพุทธบาทยืน อุตรดิตถ์

เล่าความเป็นมาสักเล็กน้อย

รอยพระพุทธบาทยืน อยู่ในวัดพระยืน อ. ลับแล จ. อุตรดิตถ์ รอยพระพุทธบาทยืนแห่งนี้ มีทั้งรอยซ้ายและรอยขวาเคียงกัน เฉกเช่นรอยเท้าคนยืนอยู่บนก้อนแลงก้อนหนึ่ง ซึ่งก่อปูนเป็นรูปดอกบัวหุ้มไว้ ในพงศาวดารเล่าว่า เมื่อพุทธศักราชล่วงมาได้ ๓๐๖ ปี เจ้าธรรราชกุมารผู้ครองเมืองกัมโพชนคร ทราบมาว่า ที่ยอดเขานอกเมืองกัมโพชนคร มีรอยพระพุทธบาทศิลาแลงประดิษฐานอยู่ จึงตกแต่งรอยพระพุทธบาทนั้น จนเรียบร้อยและสร้างมณฑปสวมรอยพระพุทธบาทไว้

หากถือตามตำนาน รอยพระพุทธบาทยืน จะมีอายุกว่า๒,๐๐๐ ปี แต่ตามหลักฐานทางโบราณคดี สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยเสด็จไปทอดพระเนตร ทรงพิจารณาเห็นว่า บรรดาสิ่งที่สร้างไว้ในวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ไม่มีสิ่งใดเก่าถึงครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีเลย ที่เป็นของเก่าก็เป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยา โดยเฉพาะมณฑปที่สร้างครอบรอยพระพุทธบาทนี้ ภายในมีภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องพระมาลัย เขียนราวสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ลักษณะหลังคามณฑปที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ นี้เป็นลักษณะของศิลปะเชียงแสน

 

เมืองโบราณ ได้สร้างมณฑปพระพุทธบาทยืนขึ้น โดยสร้างเท่าขนาดสถานที่จริง

เข้าไปใกล้ๆ เห็นบานหน้าต่าง แสงอาทิตย์ช่วยส่องสีทองให้อร่ามงามยิ่งขึ้น

ส่องกล้องเข้าไปข้างใน จะพบเห็นลายจิตรกรรมฝาผนังสวยงาม แต่ไม่เห็นพระพุทธรูปยืนเลย

แล้วเราก็ได้พบพระยืน อยู่ในพระอุโบสถแห่งนี้เอง

วัดพระยืนพุทธบาทยุคล

อยู่เลยวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งไปตามทางหลวงหมายเลข 102 ประมาณ 500 เมตร วัดอยู่ทางซ้ายมือของถนนใกล้ทางแยก ภายในมีมณฑปเป็นศิลปะแบบเชียงแสน ครอบรอยพระพุทธบาทคู่ที่ประดิษฐานบนฐานดอกบัวสูงประมาณ 1.5 เมตร ที่วัดพระยืนพุทธบาทยุคลนี้ ยังมีพระพุทธรูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัยเรียกกันว่า หลวงพ่อพุทธรังสี เดิมประดิษฐานอยู่ในมณฑปมีปูนพอกหุ้มไว้ทั้งองค์ ต่อมาได้กระเทาะปูนออกและนำไปประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถที่สร้างใหม่
 

ข้อมูลด้านบน จาก web thai-tour.com ค่ะ ทำให้หายสงสัยว่า เอ๊ะ ทำไมไม่เห็นมีพระยืนอยู่ในมณฑปตามชื่อล่ะ

มาชมพระอุโบสถกัน งดงามจริงๆ

ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังเช่นนี้

ตอนนี้ก็เย็นแล้ว เดินกลับละ ระหว่างทางก็ถ่ายรูปได้อีกสักหน่อย

ที่เห็นนี่คือวิหารวัดภูมินทร์ น่าน สวยมาก เคยไปสถานที่จริงมาแล้ว (ดูได้จาก link ทริปน่านตอนที่ 1 ด้านซ้ายมือค่ะ)

เดิมเรียก วัดพรหมมินทร์ ภายหลังต่อมาเรียกวัดภูมินทร์ สร้างโดยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์เมื่อราว พ.ศ.๒๓๑๙ ต่อมาได้มีการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าเมืองน่าน เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๐ มีลักษณะแปลกกว่าวิหารอื่นคือเป็นวิหารทรงจตุรมุข มีประตูซุ้มสี่ทิศ ทำบันไดขึ้นลงทุกประต แต่ประตูทางทิศเหนือ และใต้ทำเป็นบันไดรูปพญานาคราชเลื้อยออกจากผนังวิหาร กลางวิหารทำฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยสี่องค์ พระปฤษฎางค์ชนกันหันพระพักตร์ไปในทิศทั้งสี่ เหนือพระเศียรพระพุทธรูปขึ้นไปทำเป็นบัวบานหงายจรดกับเพดานวิหาร

ภายในพระวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบพื้นบ้านอายุร้อยกว่าปี เรื่องคัทธกุมาร นิทานชาดกของภาคเหนือ ภาพจิตรกรรมบางตอนแสดงวัฒนธรรมและชีวิตของชาวพื้นเมือง บางตอนแสดงบาปบุญคุณโทษตามคติศาสนา เช่น นรกภูมิ ซึ่งทางเมืองโบราณได้นำแบบมาเขียนไว้ด้วย

เมืองโบราณ ได้สร้างวิหารวัดภูมินทร์ขึ้น โดยสร้างย่อจากของจริงลงมาเป็นสองในสามส่วน

ส่วนที่นี่ ไม่เห็นในแผนที่ค่ะ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ใดสักแห่ง คุ้นจัง แต่นึกไม่ออก

เดินถึงที่จอดรถแล้ว เห็นยามคอยโบกรถไหมคะ แต่งชุดไทยเข้าบรรยากาศจริงๆ

อำลาเมืองโบราณในยามพระอาทิตย์ใกล้ตกดินด้วยรูปนี้ละกันค่ะ

ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงค่ะ ไปได้ไม่ถึงครึ่งของเมืองโบราณเลย  

ส่วนอื่นๆได้แต่ขับรถผ่าน ไม่ได้แวะลง ซึ่งก็คือส่วนของภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน

ถ้ามีโอกาส คงได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง แล้วเราจะได้เที่ยวชมส่วนอื่นกันต่อ

เจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ

ปล. คราวหน้าจะโกอินเตอร์แล้วน๊า (ถ้าไม่มีเหตุอันใดให้ต้องเลื่อนอีกนะ)

Comment

Comment:

Tweet

เคยไปมาเหมือนกันค่ะ แต่ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่า มันเหมือนสวรรค์โดยแท้! ชอบบบบบบค่ะ Hot! Hot! Hot!

#4 By Noo'ษา on 2009-01-04 22:39

ว้าว....สวยจังเลยค่ะ

น่าไปจัง ไม่ไกล...แฮะ

อ้อ...สวัสดีปีใหม่น่ะ่ะ

#3 By i'FY on 2009-01-04 20:28

ไม่ได้ไปนานแล้วเหมือนกัน
เดี๋ยวนี้เหมือนจะมีอะไรเพิ่มๆมาอีกเยอะเลยแฮะ Hot!
รูปเยอะดีจัง
ผมไปมาเมื่อไม่นานมานี้ big smile

#1 By ทิว แอด ไฟน์ on 2009-01-04 14:51